โอเวอร์เทรนนิ่ง-cover
เรื่องราวน่ารู้

เทรนนิ่ง แบบ โอเวอร์เทรนนิ่ง คืออะไร เหตุใดจึงสำคัญ?

ออกกำลังกายแบบ โอเวอร์เทรนนิ่ง คืออะไร? และเหตุใดจึงสำคัญกับวิถีการออกกำลังกายของคุณ?

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการออกกำลังกายทุกคน อาจจะเคยได้ยินคำว่า โอเวอร์เทรนนิ่ง มาบ้าง คำๆ นี้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นด้วนรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไป ความชื่นชอบที่หลากหลายของผู้คน ทำให้คำๆ นี้ได้รับความสนใจเพราะมีผลต่อวิถีการออกกำลังกายอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะมาหาคำตอบของคำๆ นี้ไปกับสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าคุณอยู่ในช่วง เทรนนิ่ง โอเวอร์เทรนนิ่ง

โอเวอร์เทรนนิ่ง-1

อาการ โอเวอร์เทรนนิ่ง มีปัจจัยอะไรบ้าง?

เคยสังเกตุดูไหมว่าคุณออกกำลังกายมากเกินพอดี ขาดการพักผ่อน และไม่มีเวลาพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ถ้าคำตอบคือใช่ทั้ง 3 ข้อ เป็นอันเข้าใจได้ว่าคุณมีอาการ โอเวอร์เทรนนิ่ง ซินโดรม แล้วล่ะค่ะ เพราะเมื่อร่างกายเริ่มมีการฝึกหนัก ย่อมต้องการการพักผ่อนที่มากขึ้นตามไปด้วย หากพักผ่อนน้อยแต่ยังฝึกหนักเป็นประจำจนไม่มีเวลาพักผ่อนที่มากพอ และยังรับประทานอาหารไม่สมดุลกับการฝึกหนักด้วยแล้ว สมดุลของร่างกายจะเริ่มลดลงไปพร้อมๆ กับพละกำลังของร่างกายที่อ่อนแอลงจนอาจเป็นเหตุของอาการป่วยไข้ได้

เพราะร่างกายของเราทุกคนนั้นต้องการช่วงเวลาหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่หากคุณฝึกหนักมากๆ ในช่วงเย็น แต่ยังตื่นนอนตอนเช้าเพื่อมาฝึกอีกครั้ง เป็นเวลาติดต่อกันหลายๆ วัน ย่อมทำให้ร่างกายหนักและเหนื่อยจากการไม่ได้พักผ่อนที่เพียงพอ รวมไปถึงหากการใช้ชีวิตประจำวันของคุณนั้นให้คสวามสำคัญกับการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อาการโอเวอร์เทรนนิ่งยิ่งเด่นชัดมากขึ้นไปอีก

โอเวอร์เทรนนิ่ง-2

เทรนนิ่ง โอเวอร์เทรนนิ่ง มีอาการอย่างไร สัญญาณใดที่เราควรรับมือ?

  • รู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่อออกกำลังกาย กล้ามเนื้อเมื่อยล้า พละกำลังลดลงกว่าที่เคย หมดแรงง่ายและเร็วกว่าปกติ
  • หงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวนง่าย ลองสังเกตตัวเองทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจากการออกกำลังกายดูค่ะ เพราะภาวะเหล่านี้เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอร่วมด้วย
  • เพอร์ฟอร์แมนซ์จากการออกกำลังลดลง ข้อนี้อาจจะเช็กได้จากอุปกรณ์เสริมอย่างนาฬิกาวัดชีพจร และอัตราการเต้นของหัวใจ หากใครเป็นสายวิ่ง อาจจะลองเช็กจากเพซ หรือเวลาที่ใช้ไปในการวิ่งที่อาจจะค่าลดลง
  • รู้สึกขี้เกียจ ร่างกายหน่วงๆ ไม่มีแรงจูงใจในการออกกำลังกายให้ถึงจุดหมาย อาทิ ไม่อยากวิ่งให้ถึง 10 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่เป็นระยะทางที่ตนเองวิ่งเป็นประจำ หรือไม่อยากยกเวทในน้ำหนักที่หนักขึ้นทั้งๆ ที่มีแรงจูงใจยกเวทได้หนักเป็นประจำ เป็นต้น
  • มีอาการเจ็บป่วย อาการไข้เป็นพักๆ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะไม่ปรากฏในช่วงเวลาปกติ แต่กลับเกิดอาการเมื่อคุณรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเหนื่อยล้ามากขึ้นจากอาการโอเวอร์เทรนนิ่ง
  • มีอาการเบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทานอาหาร
  • นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน 

เหล่านี้คืออาการของ โอเวอร์เทรนนิ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรมองข้ามไป เพราะหากคุณปล่อยให้อาการลุกลามหรือไม่เปลี่ยนวิถีการออกกำลังกายใหม่ นอกจากทำให้สมรรถนะในการออกกำลังกายของคุณลดลงแล้ว ในที่สุดอาจจะทำให้ร่างกายของคุณเจ็บป่วยได้ ลองบาลานซ์การออกกำลังกาย พักผ่อนและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์